เที่ยวเมืองพญาแล หยิบหมอก ชมดอกกระเจียว

ทริปนี้จริงๆแล้วไม่ได้วางแผนนาน คุยกันในกลุ่มพี่น้องว่าอยากจะไปดูดอกกระเจียวบาน และท่องเที่ยวสถานที่ๆอยู่ใกล้ๆกัน เริ่มวางแผนดังนี้ เช็ค Facebook ของอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม เช็ค % การบานของดอกกระเจียว ปรากฎว่าบานแล้วห้าสิบเปอร์เซ็นต์ จะรออะไรหล่ะคะ วางแผนเส้นทาง แพ็คกระเป๋า (โดยเฉพาะชุดที่จะใส่ถ่ายรูปต้องโดดเด่นและสีตัดกับธรรมชาติให้มากที่สุด) เตรียมอุปกรณ์การถ่ายภาพ อุปกรณ์สำหรับตั้งแคมป์ปิ้งอยากทำอาหารเช้าทานกันเองในบรรยกาศแบบฟินๆ

20.29 น. เวลาดีจริงๆ ล้อหมุน ออกเดินทางกันเลย เส้นทาง ขึ้นทางด่วน – ทางหลวง 1 – ถ.สระบุรี-หล่มสัก (สาย 21) – เลี้ยวขวา อ.ชัยบาดาล (สาย 205) ผ่าน อ.ลำนารายณ์ – อ.ลานสนธิ – อ.เทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ – เลี้ยวซ้ายเข้าสาย 2354 เจอซุ้มทางเข้า มีป้ายเชิญชวนท่องเที่ยวเทศกาลดอกกระเจียวบาน เก็บภาพถ่ายมาฝากทุกท่านตอนเที่ยงคืน ขับรถตรงไปจนถึง อช.ป่าหินงาม จริงๆ เราก็แวะเติมเสบียงและพักรถระหว่างการเดินทาง ไม่น่าเชื่อว่าเราจะถึง ด้านหน้า อช.ป่าหินงาม ในเวลาเที่ยงคืนครึ่ง อากาศเย็น-หนาว ลมพัดแรง ขนาดยังไม่ถึงหน้าหนาว คงต้องนอนพักกันก่อน มีรถหลายคันเหมือนกันที่มาจอดนอนเช่นเดียวกับเรา เพราะด้านหน้าที่ทำการเปิดตอน 06.00 น. คงอยากจะเป็นคณะแรกที่จะเข้าชมทุ่งดอกกระเจียวเช่นเดียวกับเรา หลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์.-

04.00 น. ตื่นนอน ล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมอุปกรณ์ทำอาหารเช้ากันแบบง่ายๆ มื้อนี้เราทำไข่กะทะ ต้มน้ำร้อนชงโอวัลตินและกาแฟ ใช้เวลาไม่นาน เพราะต้องเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดให้เรียบร้อย ตีห้าครึ่ง ฟ้าเริ่มสาง มองเห็นแสงสว่าง รอบๆเป็นวิวต้นไม้

06.00 น. เรานำรถไปจอดด้านหน้าทางเข้า โชคดีที่คณะเราลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น Que-Q มาเรียบร้อยเลยใช้เวลาไม่นาน จ่ายค่าธรรมเนียม 40 บาท/ท่าน  ค่ารถยนต์สี่ล้อ 20 บาท ขับรถเข้าไปลานจอดด้านใน เตรียมอุปกรณ์เก็บภาพถ่ายสวยๆให้พร้อม ซื้อตั๋วนั่งรถราง 30 บาท/ท่าน รถรางมาจอดรอเรียบร้อย ปกติจะนั่งได้คันละ 30 ท่าน ในยุค Covid-19 นั่งได้แค่ 15 ท่าน เต็มคันแล้วออกเดิน  เดินทางไม่ไกล รถรางวิ่งรับส่ง วนตามจุด  และเราก็มาถึงจุดแรกของ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม นั่นก็คือ จุดชมวิวผาสุดแผ่นดิน  เป็นจุดสูงสุดของเทือกเขาพังเหย มีความสูงจากระดับน้ าทะเล 846 เมตร เกิดจากการดันตัวของแผ่นดินภาคกลางเข้าไปซ่อนอยู่ ใต้แผ่นดินภาคอีสาน จึงเรียกบริเวณนี้ว่า “สุดแผ่นดิน” มองเห็นทิวทัศน์ของสันเขาพังเหย เราได้สัมผัสสายหมอกในตอนเช้าประมาณครึ่งชั่วโมงบอกเลยว่าคุ้มค่าจริงๆ

เดินลงมาจากผาสุดแผ่นดินไม่ไกล ลัดเลอะหน้าผา ผ่านป่าเต็งรัง สภาพป่าสมบูรณ์มาก ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มตลอดสองข้างทาง วันนี้หมอกค่อนข้างหนาทำให้มองเห็นทางเดินแบบลางๆ ประมาณ 100 เมตร จะเจอป้าย ทางเดินศึกษาธรรมชาติ ทุ่งดอกกระเจียว ในแผนผังจะมีเส้นทางการเดิน ข้อปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยว เดินมาไม่ไกล เจอแล้ว จุดที่สอง ทุ่งดอกกระเจีย พันธุ์ไม้ล้มลุกประจำถิ่น ดอกสีชมพูอมม่วงชูดอกสะพรั่ง ซึ่งจออกในช่วงต้นฤดูฝน (มิ.ย. ถึง ส.ค.ของทุกปี) สีของดอกตัดกับสายหมอกช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจมาก ไม่รอช้าเก็บภาพถ่ายในมุมต่างๆ สวยทุกมุม นี่ขนาดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าบานร้อยเปอร์เซ็นต์จะขนาดไหนมาท่องเที่ยวกันได้เลยนะคะ ก่อนที่ดอกกระเจียวจะโรยและเหลือไว้เฉพาะผืนป่า

เดินออกมาสุดทาง นั่งรอรถราง ไม่นานรถก็จอดรับและเดินทางต่อไปยัง จุดที่สาม ลานหินงาม ลงจากรถเดินเข้าไปด้านใน จะเจอป้ายลานหินงามขนาดใหญ่ เดินตามทาง ระหว่างทางเจอหินรูปร่างแปลก ๆ มากมาย ทั้งเล็กและใหญ่ กระจายอยู่ เป็นหินที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ าฝนมานานนับล้านปี หินแต่ละก้อน จะมีชื่อที่ไม่เหมือนกัน เช่น หินถ้ำมอง , หินปราสาท , หินหำตั้ง , หินแม่ไก่ยักษ์ ,หินราชสีห์ , หินช้างเอราวัณ , หินเรดาห์ รูปร่างเหมือนจานเรดาห์ , หินฟีฟ่าเวิลด์คัพ ซึ่งรูปร่างเหมือนกับถ้วยฟุตบอลโลก สูดอากาศให้เต็มปอด เพราะที่กรุงเทพไม่มีนะจ๊ะ เต็มอิ่มแล้วเดินทางต่อ

อีกหนึ่งสถานที่ ที่เราตั้งใจมา ซุ้มประตูทางเข้าตกแต่งด้วยผ้าขาวม้าหลากหลายลายหลากหลายสีบนไม้ไผ่ลำยาวๆ มีตุงใยแมงมุมห้อยตกแต่ง ดูสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น และยิ่งมีการตัดคำตัวหนังสือเขียนเป็นภาษาอีสานว่า มาเฮ็ดหยัง มาทำบุญ เป็นคำถามที่น่ารักและซื่อๆ แต่โดนใจสำหรับสถานที่นี้ แปลว่า มาทำไร มาทำบุญ เมื่อลอดผ่านซุ้ม ขึ้นเนินนิดหน่อย จะเจอ หม่องเซาเมื่อย นั่นก็คือ ที่พักเหนื่อย  เดินขึ้นเนินอีกนิดหน่อยจะเป็นที่ประดิาฐาน รูปจำลองพระยาภักดีชุมพล (เจ้าพ่อพญาแล) เจ้าเมืองคนแรกของชัยภูมิ คุณงามความดีของท่านมีมากมาย สักการะเพื่อความเป็นศิริมงคล เดินขึ้นบันไดนาคสีขาวที่มีลายปูนปั้นก็จะเจอ พระมหาธาตุรัชมงคลเจดีย์สิริชัยภูมิ หรือ พระธาตุชัยภูมิ ตั้งอยู่อำเภอแก้งคร้อ ประดิษฐานอยู่ ณ วัดอรุณธรรมสถาน บนเนินสูงของภูแลนคา ภายในพระธาตุประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อาคารและสิ่งก่อสร้างที่มีศิลปทางสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มองเห็นวิวแบบพาโนรามารอบทิศที่สดชื่นสบายตา  เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เพราะเป็นวัดที่สงบ บรรยากาศร่มรื่นและเต็มไปด้วยธรรมชาติ เราใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบๆชั่วโมง เช่าวัตถุมงคลติดตัวในการเดินทางครั้งนี้

ไม่ไกลกันมากนัก ยังมีอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ขับรถเที่ยวด้านในได้เลย และแล้วเราก็เดินทางมาถึง อุทยานแห่งชาติภูแลนคา   มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ครั้งก่อนมีพรานป่า ที่มาจากเมืองขุขัณฑ์ มีชื่อว่า ปู่ด้วง มีหมาคู่ใจชื่อ ไอ้ทอก ซึ่งเป็นหมาที่มีลักษณะพิเศษ มีความยาวแปดศอก ตั้งแต่เล็ก วันหนึ่งปู่ด้วงกับไอ้ทอกเข้าป่าเพื่อหาของป่าอย่างเคย แต่ไม่พบสัตว์ใดจนเย็น จึงพบแลนฝูงหนึ่งมีจ่าฝูงตัวใหญ่มาก ไอ้ทอกไล่ตามแลนใหญ่ตัวนั้นไป จนข้ามคืนยังไม่กลับมา ปู่ด้วงจึงออกตามหาอยู่สามวัน จึงไปพบไอ้ทอกนอนเฝ้าแลนที่หนีมาจนมุมอยู่ในรู โดยที่ส่วนหัวและล าตัวอยู่ในรู ส่วนหางอยู่นอกรู เมื่อปู่ด้วงไปถึงไอ้ทอกก็ขาดใจตายตามแลน ปู่ด้วงจึงฝังไอ้ทอกไว้ในบริเวณนั้น ส่วนแลนก็ยังติดอยู่ในรู ชาวบ้านจึงเรียกภูเขา ที่เกิดจากตัวแลนไปซุกอยู่ว่า ภูแลนคา เพราะแลนตัวนั้นไม่เน่าเปื่อย อยู่เป็นเวลานานหลายปี จอดรถชมและถ่ายภาพสวยๆกับ  มอหินขาว “สโตนเฮ้นจ์เมืองไทย”  กลุ่มหินทรายสีขาววางเรียงราย เป็นสวนหินธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการสะสมของตะกอนทรายและดินเหนียวแข็งตัวกลายเป็นหิน ขึ้นอยู่กับจินตนาการของคนที่เดินทางมาท่องเที่ยวว่าจะมองให้เห็นเป็นรูปอะไร

ขับรถขึ้นไปอีก 900 เมตร แวะถ่ายรูป “หินโขลงช้าง”  รูปร่างลักษณะแปลกตา สามารถจินตนาการแท่งหินที่เห็นให้เป็นไปตามความคิดของแต่ละคนดูแล้วก็คล้ายโขลงช้างลุยน้ำเห็นหลังช้างทั้งโขลงเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ มองแล้วก็เพลิดเพลินดี อากาศไม่ร้อนด้วย ให้เราอยู่ทั้งวันเราก็อยู่ได้ แต่เวลามีไม่มาก ต้องไปอีกหลายที่จร้า

ขับรถขึ้นไปอีกประมาณ 200 เมตร ต้องหยุดรถ เพราะถึงจุดจ่ายค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ 40 บาท/ท่าน  ตรงตามทางขึ้นไปอีก 300 เมตร จะเจอ“ระเบียงต้นไม้” นั่นก็คือ หม่องเบิ่งตะเวน “ดาวมีไว้เบิ่ง” ความหมายคือ ที่ดูตะวัน ดาวมีไว้ดู  จุดชมวิวที่สวยไม่แพ้กัน มองสุดสายตา เห็นภูเขาที่อยู่เบื้องหน้าลักษณะคล้ายภูกระดึง


ขับรถตรงไปอีกประมาณ 100 เมตร เราก็เจอจุดแลนมาร์คที่สำคัญ จอดรถและต้องเดินเท้าขึ้นไปบนเนินเขาเล็กน้อย ได้ออกกำลังขาก็ดีเหมือนกัน เดินลัดเลอะหน้าผา ก็จะเจอจุดชมวิว “ผาหัวนาค”  ดูคล้ายหัวพญานาค โผล่ออกมาจากหน้าผา ตามความเชื่อและจินตนาการของแต่ละคน

จากอุทยานแห่งชาติภูแลนคา เราก็เดินทางต่อไปยัง อุทยานแห่งชาติไทรทอง การเดินทางผ่านหมู่บ้านสลับกับทุ่งนา ไร่สวน ของชาวบ้าน ถึงหน้าด่านก็ชำระค่าธรรมเนียม 40 บาท/ท่าน  ค่ารถยนต์สี่ล้อ 20 บาท ขับรถเข้าด้านในและขึ้นเขาตลอด เส้นทางก็จะผ่านลำน้ำ ดีนะวันนี้เรานำรถกระบะมาเลยผ่านฉลุย ถ้าเป็นรถเก๋งคงไม่สามารถผ่านได้ ขึ้นไปประมาณเกือบ 20 กิโลเมตร จอดรถเรียบร้อย เดินเท้าขึ้นเนินเขา ลัดเลาะตามหน้าผา ประมาณ 1,200 เมตร เราก็เจอ ผาหำหด จุดชมวิวทิวทัศน์บนเทือกเขาพังเหย มีลักษณะเป็นชะง่อนหินเล็กๆ ยื่นออกไปนอกหน้าผา ที่ความสูง 864 เมตร จากระดับน้ำทะเล ขึ้นไปยืนและมองลงไปข้างล่างก็จะรู้สึกหวาดเสียวจนคุณผู้ชายอาจเกิดอาการหำหดสมชื่อผา แต่เราไม่เสียวเลย รู้สึกสดชื่นด้วยซ้ำ ลมพัดผ่านเย็นสบายๆ เจอพี่ๆเจ้าหน้าที่ที่ทำการ กำลังช่วยกันตัดหญ้าตามทางเดินเพื่ออำนวยความสะดวกต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน เห็นแล้วก็ชื่นชมทุกท่านจากใจจริง มีโอกาสได้พูดคุยหยอกล้อ เพื่อให้กำลังใจให้ทุกท่านหายเหนื่อย

ดูนาฬิกาที่ข้อมือ แม่เจ้า 15.30 น. แล้วหรือเนี่ย เราออกเดินทางกันต่อ ก่อนจะเดินทางกลับ เวลา 16.30 น.แวะกราบไหว้ขอพร หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต แห่ง วัดเขาตาเงาะอุดมพร ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยบารมี ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ นักพัฒนา ท่านได้สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวมมากมาย ทั้งถนนหนทาง ทำฝายเป็นแหล่งกักเก็บน้ำในหน้าแล้ง จนเป็นที่รักและเคารพของสาธุชนทั่วไป พื้นที่กว้างขวาง เงียบสงบ เป็นที่ปฏิบัติธรรมด้วยนะคะ

ออกเดินทางจากวัด 17.00 น. ระหว่างทางเราก็คุยกันมาเรื่อยๆ หยอกล้อกันบ้าง เพื่อไม่ให้ง่วงนอน เพลียเหมือนกัน แต่สนุกมากกว่า เส้นทางขากลับเลือกที่จะวิ่งเส้นทางที่ขับรถง่าย มีไฟตลอดทาง นั่นก็คือ ด่านขุนทด – สีคิ้ว – ลำตะคอง – ปากช่อง – สระบุรี แวะทานก๋วยเตี๋ยวแบบร้อนๆ ที่สระบุรี อิ่มท้องแล้ว เดินทางกันต่อ ถึงจุดหมายปลายทางในเวลา 22.00 น. เก็บของเรียบร้อย กลับบ้านพักผ่อนเก็บแรงสำหรับทริปต่อไป

เป็นอีกทริปที่ประทับใจมาก ใช้เวลาไม่นาน สำหรับคนมีเวลาน้อยและอยากเที่ยวให้ครบ หวังเป็นอย่างยิ่งนะคะว่าทุกท่านคงจะชอบ รีบเดินทางกันนะคะก่อนที่ดอกกระเจียวจะร่วงโรย “ชัยภูมิ เมืองพญาแล หยิบหมอก ชมดอกกระเจียว” แล้วพบกันทริปต่อๆไปนะคะ

ฝากกด Share ด้วยนะครับ
Top