เที่ยวสุขใจใกล้กรุง อุทัยธานี ชัยนาท

หลังมีข่าวดีจากทางการในการอนุญาตให้อุทยานแห่งชาติหลายๆแห่ง เริ่มเปิดบริการให้เข้าชมได้ ตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 63 เป็นต้นไป ในรูปแบบ New Normal มันทำให้สมองของเราสั่งการในทันใดว่า เราต้องออกไปสัมผัสธรรมชาติ ทุ่งหญ้าป่าไม้ ขุนเขาและสายหมอกแล้วล่ะ เอาเป็นทริปสั้นๆ 2วัน1คืน เดินทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯก็แล้วกัน ว่าแล้วก็เปิดโน้ตบุ๊คคู่ใจ Search หาข้อมูล และแล้วเราก็ได้…คำตอบ

กลางดึกประมาณตีสาม รถพร้อม !!! เพื่อนร่วมทางพร้อม !!! Let’s go เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ผ่านทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท แวะพักรถบ้างเล็กน้อย ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายของเราในทริปนี้ จังหวัดอุทัยธานี “เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ”

แสงแรกของวันใหม่กำลังเริ่มต้น เสียงนกเริ่มบินออกจากรัง เราเริ่มทริปสุขใจใกล้กรุงกันที่ ตลาดเช้าริมแม่น้ำสะแกกรัง ภาพชุมชนเรือนแพที่เคยอาศัยกันแน่นแม่น้ำ ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่กี่หลังแต่ยังพอได้กลิ่นอายเมื่อครั้งวันวาน พระสงฆ์เดินบนสะพานที่ทอดข้ามลำน้ำสะแกกรัง ออกรับบิณฑบาตรแก่ญาติโยมที่มารอตักบาตร บรรดาพ่อค้าแม่ขายกำลังตั้งแผงขายของกันอย่างคึกคัก เป็นภาพที่ดูมีชีวิตชีวากับวิถีชีวิตของชาวบ้านย่านนี้ … บริเวณลานสะแกกรังได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์ บ้านเรือนร้านค้าพร้อมใจกันทาสีม่วงดูสวยงามเป็นระเบียบ ทางเทศบาลมีการจัดจุดคัดกรอง Covid-19 ตรวจวัดไข้ ตามวิถีชีวิตใหม่ New Normal สำหรับชาวบ้านที่มาจับจ่ายข้าวของ  เราเดินชมตลาด แผงผักผลไม้นานาชนิด ปลาแม่น้ำ ปลาแรดตัวโต เนื้ออร่อยเลื่องชื่อของเมืองอุทัย ซึ่งราคาข้าวของที่นี่ไม่แพงเลย ได้ชิมทั้งของคาวหวานไปหลายอย่างเลย ทั้งทอดมันปลากรายรสเด็ด , ไก่ทอดร้อนๆ , ปาท่องโก๋จิ้มนมข้น กับ สังขยา ทานกับกาแฟ โอวัลติน เข้ากันๆ

เติมพลังมื้อเช้าแล้วก็ไม่พลาดแวะชมย่านตึกแถวบ้านไม้เก่า ย่านตรอกโรงยาที่มีจัดถนนคนเดินกันทุกเย็นวันเสาร์ และซื้อ “ขนมปังสังขยา” เจ้าอร่อย เป็นของฝากคนทางบ้าน เลือกกันได้เลยแนะนำ 3 ร้านเจ้าอร่อย (“ร้านไพพรรณ” , “แม่ป่วยลั้ง” , “ตั้งซ่งเซียง”) ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน

ขับรถมาไม่ไกล เราก็มาปักหมุดกันที่ วัดสังกัสรัตนคีรี ที่โด่งดังมากๆ ช่วงเทศกาลออกพรรษา “ประเพณีตักบาตรเทโว” โดยนิมนต์พระสงฆ์นับร้อยรูปเดินลงบันไดนาคจากยอดเขาสะแกกรังเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบุญตักบาตรถวายแด่พระสงฆ์ ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ที่ชาวบ้านชาวเมืองอุทัยธานีภาคภูมิใจอย่างยิ่ง … เราไหว้พระขอพร เอาฤกษ์เอาชัย กราบขอพร “พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์” หรือ “หลวงพ่อมงคล” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสำริดเก่าแก่อายุประมาณ 600-700 ปี สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าลิไทยโดยฝีมือช่างสุโขทัย มีความพิเศษคือ พระพุทธรูปองค์นี้ ได้นำส่วนพระเศียรและส่วนองค์พระ ต่างเป็นชิ้นส่วนที่นำมาจากพระพุทธรูปองค์อื่น แล้วนำมาซ่อมแซมจนเป็นองค์เดียวกัน และได้มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระเศียร ชาวอุทัยธานีให้ความเคารพนับถืออย่างมากในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อ เชื่อกันว่า “หากใครได้มากราบไหว้หลวงพ่อพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ จะทำให้ประสบความสำเร็จกับหน้าที่การงานทั้งปวง”

วันนี้เราขอขับรถขึ้นไปจอดบนเขาสะแกกรัง ชมวิวพาโนรามาของตัวเมืองอุทัยธานีได้ไกล มีสายหมอกจางๆ ทุ่งนาเขียวขจี ลมโชยพัดเย็นสบาย ซึ่งบนยอดเขาสะแกกรัง ยังมีจุดน่าสนใจ ให้เราได้ชมหลายแห่งกันเลยทีเดียว เช่น

มณฑปสิริมหามายากุฎาคาร  มณฑปทรงไทยสวยงามที่ตั้งอยู่ตรงสุดปลายบันไดบนยอดเขา ภายในมณฑปเป็นที่ ประดิษฐาน “รอยพระพุทธบาทจำลอง” ที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานตั้งอยู่สี่ทิศ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2448 เปรียบให้เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์

“ระฆัง100 ปี” ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2443 เชื่อว่าเป็นระฆังศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ไปเที่ยวอุทัยธานีแล้วไม่ได้ขึ้นไปตีระฆังใบนี้ ก็เท่ากับไม่ได้ไปเที่ยวจังหวัดอุทัยธานีเลยทีเดียว

คำขวัญของจังหวัดอุทัยธานีขึ้นต้นด้วยประโยคแรกว่า “เมืองพระชนกจักรี…” และบนยอดเขาสะแกกรังแห่งนี้ ยังมีสิ่งยืนยันคำขวัญนี้ เราได้มีโอกาสได้สักการะ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ พระชนกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแห่งรัชกาลที่ 1 รูปหล่อขนาดสองเท่าขององค์จริง นั่งประทับบนพระแท่น พระหัตถ์ซ้ายถือดาบประจำตำแหน่งเจ้าพระยาจักรีทั้งฝักวางบนพระเพลาซ้าย พระหัตถ์ขวาวางบนพระเพลาขวา มีพานวางพระมาลาอยู่ด้านขวา ให้ความรู้สึกว่าท่านคอยเฝ้ามองความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองและลูกหลานชาวอุทัยธานีตลอดเวลา

เที่ยวตัวเมืองกันจนทั่วแล้ว เดินทางกันต่อสู่จุดหมายต่อไป ผ่านอำเภอหนองขาหย่าง เราแอบสังเกตป้าย วัดพันสี จำได้ว่าเคยอ่านบทความเกี่ยวกับ “หลวงพ่อเสน่ห์ กตปุญโญ” เจ้าอาวาสวัดพันสี ท่านเป็นพระเกจิดังผู้เรืองวิทยาคมแห่งเมืองอุทัยธานี ปัจจุบันสิริอายุ 88 ปี ว่าแล้วก็กลับรถ ไหนๆ ก็มาถึงแล้วลองแวะเข้าไปทำบุญที่วัด และ ถือโอกาสชมวัตถุมงคลที่ปลุกเสกโดยหลวงพ่อเสน่ห์  ตามประวัติท่านร่ำเรียนวิทยาคมกับ หลวงพ่อชิต ในด้านการสร้างวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลัง อาทิ เครื่องรางของขลัง ตะกรุด ผ้ายันต์ น้ำมันมนต์ น้ำพระพุทธมนต์ พระเครื่องวัตถุมงคล ฯลฯ จากนั้นได้ศึกษา เพิ่มเติมจาก กำนันบุญ ซึ่งเป็นศิษย์ฆราวาสหลวงพ่อพริ้ง วัดหาดสูง ตลอดจนการฝึกปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนากับหลวงพ่อชิต ซึ่งวันนี้เราโชคดีมากที่ได้สนทนาธรรม รวมทั้งท่านยังเมตตาอธิษฐานจิตวัตถุมงคลที่เราเช่าบูชาให้ด้วย

คนชอบเที่ยวมักนิยมใช้วลีฮิต “The Plan is No Plan” บางครั้งเราก็ต้องแฉลบออกนอกโปรแกรมกันบ้าง มันเป็นสีสันของการเดินทางถึงแม้อาจจะเสียเวลาไปบ้าง เหนื่อยขึ้นอีกหน่อย แต่เราว่ามันก็คุ้มกับการรับประสบการณ์ใหม่ๆ ได้พบผู้คนใหม่ๆ ระหว่างเส้นทาง นั่งรถชมธรรมชาติ บ้านเรือนสองข้างทาง เผลอแว๊บเดียวเรามาโผล่ที่ อำเภอลานสัก … เขาว่าที่นี่มี “สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย” เราไม่รอช้ารีบกด GPS หาพิกัดกันทันที ในที่สุดก็หาเจอจนได้ จุดชมวิวบ้านชายเขา ที่ได้รับการขนานนาม “สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย” ต้องยอมรับในความสวยแปลกตาของจุดชมวิวแห่งนี้จริงๆ กับวิวของภูเขาหินปูนของ เขาปลาร้า หุบป่าตาด และภูเขาที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เรียงรายกันสวยงาม ตัดสลับกับที่ราบผืนยาว ที่ปลูกไร่ข้าวโพด สวนผลไม้ของชาวบ้าน ให้เราได้ลั่นชัตเตอร์เก็บภาพสวยๆ กันจนสาแก่ใจ แล้วเราก็สามารถแวะฝากท้องกับ ร้านบ้านชายเขา เค้าบริการ เมนูอาหารตามสั่ง เช่น ข้าวผัด ข้าวผัดกระเพรา ต้มแซ่บ ไก่ย่าง ส้มตำรสจัดจ้าน ของหวาน น้ำแข็งใส และ เครื่องดื่มเย็นๆ ไว้ดับกระหายคลายร้อน

อิ่มใจ อิ่มท้อง ชาร์จพลังกันเต็มที่ เดินทางจาก จุดชมวิวบ้านชายเขา ไม่ถึงสิบนาที เราก็มาถึง หุบป่าตาด แหล่งท่องเที่ยวสุด Unseen ตั้งอยุ่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน อำเภอลานสัก ซึ่งเพิ่งเปิดให้เข้าชมได้เมื่อ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยเราต้องผ่านจุดคัดกรอง ใช้เจลล้างมือ ตรวจไข้ ลงทะเบียนนักท่องเที่ยวเข้าชม (ไม่มีในแอพ Que-Q เนื่องจากไม่ได้เป็นอุทยานแห่งชาติ แต่อยู่ในกำกับของกรมป่าไม้ฯ) จากนั้น เจ้าหน้าที่จะแจกอาวุธประจำกายให้ทุกคน นั่นคือ ไฟฉาย นั่นเอง … จากบริเวณลานจอดรถและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เป็นบันไดเดินขึ้นเขาชันเล็กน้อยก่อนนำเข้าสู่อุโมงค์หุบป่าตาด ซึ่งทางเขตห้ามล่าฯ ตั้งชื่อให้อย่างกิ๊บเก๋ว่าเป็น อุโมงค์แห่งกาลเวลา เนื่องจากมันเป็นเส้นทางระเบิดเจาะภูเขาเชื่อมหุบป่าตาดกับโลกภายนอก มีระยะทางสั้น ๆ ประมาณ 40 เมตร เป็นทางเดินมืด ๆ เห็นแสงสว่างรำไรอยู่เบื้องหน้า ข้างบนมีค้างคาวเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก กลิ่นขี้ค้างคาวเหม็นฉุนกึก ที่จะนำเราผ่านเข้าสู่ผืนป่าดึกดำบรรพ์ อันซีนไทยแลนด์อันน่าทึ่งแห่งนี้

เมื่อเดินพ้นอุโมงค์ปากหุบไป จะพบกับหุบเขาหินปูนขนาดใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ภายในมี 2 ห้องโถงโล่งใหญ่ ๆ มีเส้นทางให้เดินศึกษาระบบนิเวศของหุบป่าตาด ซึ่งความที่มีต้นไม้เยอะทำให้เดินได้อย่างสบายๆ ไม่ร้อนเลย เราได้ทำความรู้จัก “ต้นตาด” พระเอกของผืนป่าโบราณแห่งนี้ ที่มีขึ้นปกคลุมร่มรื่นเขียวครึ้มอยู่ไปทั่วบริเวณจนเป็นที่มาของชื่อ “หุบป่าตาด” ในป่าแห่งนี้ยังมีพันธุ์ไม้เด่นๆ อาทิ เต่าร้าง เปล้า คัดค้าวเล็ก กะพง ยมหิน และปอหูช้างต้นหนึ่ง ซึ่งขึ้นเติบโตอยู่บนก้อนหินตั้งต้นตรงเด่นดูแปลกตาน่ายลไม่น้อย

น่าเสียดายนิดนึงที่เราไม่ได้เจอ “กิ้งกือมังกรสีชมพู” เจ้าถิ่นของป่าบริเวณนี้  โดยตัวของมันมีสีชมพูสดใสแบบช็อกกิ้งพิงค์ และมีลักษณะโดดเด่นด้วยลวดลายและปุ่มหนามคล้ายมังกร ซึ่งจะพบได้ในป่าที่มีความชุ่มชื้นสูงและอุดมสมบูรณ์ เมื่อโตเต็มวัยจะมีลำตัวยาวประมาณ 7 เช็นติเมตร ส่วนใหญ่จะพบมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว (กันยายน ถึง พฤศจิกายน)

เดินมาเรื่อยๆ ไม่นานเราก็ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้านั่นก็คือ โถงถ้ำกลางหุบเขา ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของหุบป่าตาด นอกจากจะมีหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตาทั้งจากเพดานถ้ำ ผนังถ้ำ และตามพื้นถ้ำให้ชมกันแล้ว บริเวณนี้ยังถือเป็นมุมถ่ายรูปชั้นดีของหุบป่าตาด ที่หากมองย้อนกลับออกไปยังบริเวณผืนป่าตาดก็จะเห็นฉากของโถงถ้ำเป็นกรอบภาพผืนใหญ่ และบรรดาต้นตาดและพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดเป็นจุดสนใจของภาพ นับว่าเป็นจุดถ่ายรูปที่ใครได้มาเยือนต้องห้ามพลาด!!! ขอเป็นนายแบบนางแบบจำเป็น โพสต์ท่าสวยเท่ห์กันให้จุใจ เอาไปอัพลง Facebook Instagram อวดเพื่อนๆกันให้อิจฉาตาร้อนกัน

ตกบ่ายแก่ๆ หลังจากเดินชมกันจนได้เหงื่อพอประมาณ เหมือนร่างกายเรียกร้องอยากปะทะอะไรเย็นๆ แอบรู้มาว่ามีที่เที่ยว Hidden Place แนวชุ่มฉ่ำที่สายฮิปสเตอร์ผ่านมาต้องแวะ ว่าแล้วก็ออกเดินทางลัดเลาะไปตามทางหลวงหมายเลข 3282 ถนนสายนี้มุ่งหน้าสู่อำเภอบ้านไร่ สองข้างทางเราจะได้เห็นวิวทุ่งนา สลับกับป่าไม้เขียวชอุ่มและแนวเขาของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่ทำให้รู้สึกเพลินตาเพลินใจ ระยะทางกว่า 40 กิโลเมตร ได้มโนเรื่องราวไปเรื่อยเปื่อย แป๊ปเดียว เราก็มาถึงทางเลี้ยวตรงป้ายทางเข้าน้ำตกปางสวรรค์ ผ่านหมู่บ้านเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร เราก็มาถึงจุดหมายปลายทางกันแล้ว นั่นคือ ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์  ตั้งอยู่ที่ หมู่ 11 บ้านปางสวรรค์ ตำบลคอกควาย อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี … ที่นี่ถือเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่จังหวัดอุทัยธานี ใครจะเชื่อว่าฝายกั้นน้ำธรรมดา แต่เมื่อได้มาเห็นของจริงบอกเลย “ไม่ธรรมดา” เพราะภาพสายน้ำที่ไหลลงมาดั่งม่านน้ำตก สีกำแพงที่ดูมีมิติ ตัดกับผืนฟ้าสีคราม และทุ่งนาไร่มันสำปะหลังสีเขียว มีฉากหลังเป็นภูเขาและทุ่งนาเขียวขจี นี่มันวิวหลักล้านชัดๆ ด้วยระดับน้ำประมาณตาตุ่มทำให้เราเดินถ่ายรูปตามมุมชิคๆ หรือจะสนุกสนานกับเล่นน้ำ ก็เย็นชื่นใจเป็นที่สุด ใกล้ๆกันก็มีร้านลูกชิ้นปิ้งรสเด็ด เครื่องดื่มเย็นๆ ไว้บริการกันด้วย ละอองฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเรื่อย สายฝนเริ่มตกลงมาเป็นสายเห็นมาจากภูเขาลูกข้างหน้าเรา ส่งสัญญาณให้เราต้องขึ้นจากฝายกันแล้ว ได้เวลาที่เราต้องเข้าที่พัก พักร่างให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้

เช้าวันใหม่ เหมือนเป็นธรรมเนียมที่ต้องแวะทุกครั้งเมื่อได้มาจังหวัดอุทัยธานี นั่นคือ วัดจันทาราม หรือ “วัดท่าซุง” ที่เป็นที่รู้จักของเหล่าศิษยานุศิษย์ของ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” หรือ “พระราชพรหมยาน” ที่เคารพศรัทธาในคำสอนและสาธารณะประโยชน์มากมายที่หลวงพ่อได้สร้างให้แก่ทางวัดและจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งภาพความทรงจำในวัยเด็กที่เคยนั่งรถบัสข้ามแพขนานยนต์มากับคณะญาติธรรม ได้ค้างแรมปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ทำให้เราไม่เคยลืมสถานที่แห่งนี้

แลนด์มาร์คที่สำคัญของวัดท่าซุงที่หลายคนต่างชื่นชมในความวิจิตรงดงามก็คือ วิหารแก้ว 100 เมตร แห่งนี้ ที่นี่เป็นวิหารที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำสร้างไว้ก่อนมรณภาพ ภายในประดิษฐาน พระพุทธชินราชจำลอง เป็นพระประทานในวิหาร โดยรอบของวิหารประดับประดาด้วยโมเสกสีขาว และกระจกที่สะท้อนกันไปมา ดูวิบวับระยิบระยับไปทั่วทั้งวิหารดุจสรวงสวรรค์ตามความตั้งใจของหลวงพ่อฯ อีกทั้งที่นี่ยังเป็นที่ตั้ง สังขารไม่เน่าเปื่อยในโลงแก้วของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ อีกด้วย

วิหารแก้ว เปิดให้เข้าชม 2 รอบต่อวันคือ 09.00-11.30 น. และ 13.00-16.00 น.

ปราสาททองคำ หรือ ปราสาททองกาญจนาภิเษก ตกแต่งด้วยทองคำตระการตา มีความประณีตงดงาม โดยสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในวาระที่ทรงเสวยราชย์เป็นปีที่ 50 ปราสาททองคำมี 3 ชั้นด้วยกัน มียอดทั้งหมด 37 ยอด เป็นยอดเท่าๆ กัน 36 ยอด ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ และยอดตรงกลางเป็นยอดใหญ่ 1 ยอด เป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามมากๆ แห่งหนึ่งในไทย

หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา หรือ หลวงพ่อสร้าง เป็นพระพุทธปางอุ้มบาตร สร้างคล้ายกับที่ วัดอินทรวรวิหาร ในกรุงเทพฯ ขึ้นชื่อในเรื่องของการขอพรให้ร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมา และโชคลาภ ขอให้การเงินราบรื่น ไร้ปัญหา เงินทองไหลมาเทมา จนเกิดวลีฮิต “ใครอยากเป็นเศรษฐี …ฉันน่ะสิ !! ฉันน่ะสิ !!

นอกจากนี้ ยังมีที่เที่ยวต่างๆ ในวัดท่าซุงอีกหลายแห่ง ทั้ง มณฑปท้าวจาตุมหาราช พระวิหารสมเด็จองค์ปฐม วิหารหลวงพ่อ ๕ พระองค์ มณฑปหลวงพ่อพระสีวลี และอื่นๆ อีกมากมาย ได้มาทำบุญไหว้พระแล้วก็จิตใจสบาย

ตั้งใจว่าวันนี้จะแวะเที่ยวเมืองชัยนาท กันต่อ ว่าแล้วเดินทางต่อกันเลย ขับมาตามทางหลวง 3183 จนถึงอำเภอวัดสิงห์ แล้วตัดเข้าถนนประชาราษฎร์บำรุง ข้ามคลองมะขามเฒ่า ขับตรงไปเรื่อยๆจนสุดทางจะเจอ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ตั้งอยู่บริเวณปากคลองมะขามเฒ่า (แม่น้ำท่าจีน) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีทิวทัศน์สวยงามรื่นรมย์ เคยมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังเป็นอดีตเจ้าอาวาส ก็คือ “พระครูวิมลคุณากร” หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า “หลวงปู่ศุข” มีชื่อเสียงในด้านวิชาอาคมและเครื่องรางของขลังที่ได้รับการยอมรับว่าเข้มขลังและมีเรื่องราวปาฏิหารย์เป็นที่เคารพเลื่อมใสของลูกศิษย์ลูกหามากมาย อีกทั้งท่านยังเป็นอาจารย์ของ “เสด็จเตี่ย”  สมเด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย

ภายในวัดได้รับการปรับปรุงจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของชัยนาท มีผู้คนแวะเวียนมาทำบุญและท่องเที่ยวกันเป็นประจำ ซึ่งทางวัดก็ได้มีการจัดจุดตรวจคัดกรองตามมาตรการของภาครัฐ มั่นใจได้ในความปลอดภัยห่างไกลโควิด  น่าเสียดายที่สถานที่สำคัญหลายจุดที่ยังไม่เปิดเข้าชม อาทิ กุฏิทรงไทยโบราณ พระตำหนักสมเด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อาคารแสดงตำรายาสมุนไพร เราจึงทำได้เพียงไหว้รูปหล่อของหลวงปู่ศุข และ “เสด็จเตี่ย” และไปชมจุดเช่าบูชาวัตถุมงคลของทางวัดเท่านั้น

แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 แล้ว เชื่อกันว่าบารมีของท่านจะช่วยดลบันดาลให้ผู้ที่มากราบไหว้ขอพรถึงวัดปากคลองมะขามเฒ่าแห่งนี้ มีความสุขสมความปรารถนา มีสิริมงคลต่อชีวิตและแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง และยังเชื่อว่าการบูชาเครื่องรางของขลังของหลวงปู่ศุข จะให้คุณทั้งในด้านโชคลาภ เมตตามหานิยม และแคล้วคลาดอยู่ยงคงกระพัน ซึ่งในวงการพระเครื่องเป็นที่รู้กันว่ามีราคาค่อนข้างสูงไปจนถึงหลักล้านบาทเลยทีเดียว

The Plan is No Plan เกิดขึ้นกับเราอีกครั้ง (555) ในเมื่อเราเยี่ยมชมวัดปากคลองมะขามเฒ่า ใช้เวลาน้อยกว่าที่คิด เราไม่รอช้ารีบจัดโปรแกรมเสริมทันที เราบึ่งรถมุ่งหน้าสู่ อำเภอหันคา ประมาณสี่สิบกว่ากิโลเมตร ก็มาถึงแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของชัยนาท วัดไกลกังวล หรือ เขาสารพัดศรีเจริญธรรม เป็นวัดโบราณสมัยลพบุรี แต่ต่อมาตกอยู่ในสภาพร้างได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ ประมาณปี พ.ศ. 2510 … เมื่อเราได้ก้าวเข้ามาในบริเวณวัดบรรยากาศร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีการจัดภูมิทัศน์ภายในวัดได้อย่างสวยงามเป็นระเบียบ สมกับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยการสร้างของ หลวงพ่อสำรวม สิริภทฺโท (อดีตเจ้าอาวาศ มรณภาพแล้ว)

จุดเด่นที่เป็นไฮไลท์ของวัดแห่งนี้ คือ สถูปเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ตั้งอยู่บนยอดเขา ด้านหลังพระอุโบสถ เป็นสถูปคล้ายภูเขาและถ้ำ ส่วนยอดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระสถูปนี้พระอาจารย์สำรวม (อดีตเจ้าอาวาส) ได้สร้างครอบพระพุทธบาทจำลองสี่รอย เพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่มาอุบัติในกัปป์นี้ ภายในถ้ำเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอื่นๆ รวมทั้งพระพิรุณพระพุทธรูปปางขอฝน ชาวบ้านเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก ด้านบนสถูป มีทางขึ้น สามารถชมวิว 360 องศา ชมท้องทุ่งนา และ ตัวอำเภอหันคาได้อย่างไกลสุดสายตา

พระพุทธบาทสี่รอย ภายในถ้ำจำลอง มีขนาด 4 เมตร ยาว 6 เมตร ไม่มีประวัติว่าใครเป็นผู้ก่อสร้างและสร้างตั้งแต่เมื่อใด ตำนานในพระคัมภีร์โบราณ กล่าวไว้ว่า พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในภัทรกัป คือ รอยแรกเป็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยที่ 2 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ รอยที่ 3 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะ รอยที่ 4 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ

 

ผ่านไปสามวัดสำคัญเมืองชัยนาท สวยงามตามท้องเรื่อง แต่ท้องเจ้ากรรม ส่งเสียงดัง จ๊อก จ๊อก ซะแล้วสิ ได้เวลาเติมพลังมื้อเที่ยงกันก่อนที่ Friend Café คาเฟ่กลางทุ่งนา สไตล์บ้านทุ่งสุด Cute ที่เจ้าของร้านช่างพิถีพิถันตกแต่งร้านได้น่ารักตะมุตะมิ มีมุมถ่ายรูปเพียบมาก โดยเฉพาะ “บันไดสวรรค์” เห็นแล้วต้องขอเดินสวยๆ ฟินาเล่ ขึ้นไปโพสต์สักหน่อย

นอกจากบรรยากาศร้านจะดีต่อใจ เมนูเครื่องดื่ม และอาหารต่างๆ ก็ดีไม่แพ้กัน ทางร้านมีทั้งเมนูของคาว และ ของหวาน ให้เลือกสั่งกันตามอำเภอใจเลย เราสั่ง “ก๋วยเตี๋ยวกลางทุ่ง” ขอบอกว่า อาหร่อยยยย!!! จิบเครื่องดื่มเย็นชื่นใจ นั่งทานในกระท่อมน้อยกลางทุ่ง มันคือดี มันคือฟิน … เอาล่ะ อิ่มแล้ว พลังมา ไปเที่ยวเมืองชัยนาทกันต่อเลย

ห่างจากที่ว่าการอำเภอสรรคบุรี 15 กิโลเมตร เราก็ขับรถมาถึง วัดโฆสิตาราม (วัดบ้านแค) ตั้งอยู่ หมู่ 9 หมู่บ้านบ้านเเค ตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี จอดรถเรียบร้อย เราก็ตรงไปที่ รูปหล่อหลวงพ่อโต สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2473 เป็นพระพุทธรูปคู่วัดมาอย่างยาวนาน เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านอย่างยิ่ง ใกล้กันเป็น สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเล่าต่อกันมาว่าสมัยก่อนหลวงพ่อได้ลงคาถาอาคมไว้ จากนั้น แวะ  วิหารรูปหล่อหลวงพ่อกวย จุดธูปกราบไหว้บูชาและปิดทององค์พระกัน เสร็จแล้วเดินต่อไปที่ ศาลาที่เก็บรักษาสังขาร “หลวงพ่อกวย” ภายในห้องกระจก เพื่อความเป็นสิริมงคล

“หลวงพ่อกวย ชุตินธโร” อดีตเจ้าอาวาสวัดโฆสิตาราม รูปที่ 6 เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมรุ่นเก่าอีกรูปหนึ่ง ของจังหวัดชัยนาทที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วภาคกลางเป็นที่เคารพเลื่อมใสทั้งด้านพุทธาคมและความมีศีลาจารวัตรครบถ้วนสมเป็นพระภิกษุที่ดำรงตนเพื่อพระพุทธศาสนาโดยแท้

วัตถุมงคลที่หลวงพ่อกวย สร้างและปลุกเสกนั้น เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ลูกศิษย์และ ผู้ที่ศรัทธาว่า มีพุทธคุณสูง มีประสบการณ์เป็นที่เล่าขาน โดยท่านได้อวยพรให้กับ ลูกศิษย์ทั้งหลายว่า “ขอให้ศิษย์ทั้งหลายจงอย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าเขา”

เรามาปิดท้ายกันที่ วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 8 ตำบลแพรกศรีราชา เดิมชื่อว่า “วัดพระธาตุ” หรือ “วัดหัวเมือง” เป็นวัดเก่าแก่โบราณคู่เมืองแพรก หรือ เมืองสรรค์ ที่ก่อสร้างขึ้นก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ริมฝั่งด้านตะวันตกของแม่น้ำน้อยในเขตจังหวัดชัยนาท ซึ่งเราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ที่รอให้เราได้เรียนรู้ เมื่อ พ.ศ. 2444 ที่นี่อยู่ในเส้นทาง “เสด็จประพาสต้น” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีลายพระหัตถ์บันทึกไว้เกี่ยวกับวัดแห่งนี้

เมื่อมาที่วัดมหาธาตุแล้วต้องไม่พลาดชมสิ่งน่าสนใจอย่าง พระปรางค์ทรงมะเฟือง บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ซึ่งมีความเพรียวระหงคล้ายปรางค์กลีบมะเฟืองที่วัดมหาธาตุเมืองลพบุรี เป็นลักษณะศิลปะอู่ทองตอนปลาย บนองค์ปรางค์มีซุ้มจรนำทั้งสี่ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลา ทำด้วยปูนปั้น มีลักษณะแบบบางสะโอดสะอง และที่เชิงกลีบมะเฟืองขององค์ปรางค์มีเทพพนมประดับ

มาถึงศาลาสีแดงหลังเล็ก ภายในประดิษฐาน รอยพระพุทธบาท ให้เราได้เข้าไปไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

และสิ่งที่ชาวบ้านในแถบนี้ให้ความเคารพศรัทธาก็คือ หลวงพ่อหลักเมือง หรือ “หลวงพ่อหมอ” พระพุทธรูปโบราณ ที่เรียกท่านว่าหลวงพ่อหลักเมืองนั้นก็เพราะเบื้องหลังของท่านมีแผ่นศิลาสองแผ่นจำหลักลายเทวรูปปักอยู่คู่กัน ชาวบ้านต่างพากันเรียกว่าหลักเมือง และจึงเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่าหลวงพ่อหลักเมืองด้วย ส่วนนามหลวงพ่อหมอนั้นก็มาจากการที่ชาวบ้านในแถบนั้นเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็มักจะพากันมาบนบานศาลกล่าว หรือขอน้ำมนต์ไปรักษากันตามความเชื่อถือ ซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะเข้าไปกราบองค์หลวงพ่อ เพื่อขอพรให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สาธุ …

นอกจากนี้ก็ยังมีหมู่เจดีย์รายข้างพระวิหารที่เป็นศิลปะอู่ทองงดงาม เช่น เจดีย์แปดเหลี่ยม มีฐานซ้อนเป็นชั้นๆ มีซุ้มประดิษฐานพระยืนแปดทิศในซุ้มเรือนแก้วโค้ง ค่อยๆชมรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของเจดีย์แต่ละองค์ก็เพลิดเพลินได้มาก

ถัดไปจากหมู่พระเจดีย์ คือ วิหารที่ประดิษฐานของ พระพุทธสรรค์สิทธิ พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ประดิษฐานในวิหารคดของวัดมหาธาตุ ชาวบ้านมีความเสื่อมใสกันมาก ถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นพระพุทธรูปคู่เมืองสรรค์อายุ 700 กว่าปี

เต็มอิ่มจุใจกับทริปสั้นๆ ใกล้กรุง พารู้จัก จังหวัดอุทัยธานี และ จังหวัดชัยนาท ที่ต่อไปจะไม่ใช่เพียงแค่เมืองผ่านจากภาคกลางสู่ภาคเหนืออีกต่อไป เพราะถ้าคุณลองเลี้ยวแวะมาสัมผัสบ้านเมืองและอัตลักษณ์ของชุมชน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โบราณสถาน วัดวาอาราม ได้ทำบุญไหว้พระศักดิ์สิทธิ์และตำนานพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคกลาง รวมทั้งอัธยาศัยไมตรีการเป็นเจ้าบ้านที่น่ารักของพี่น้องทั้งสองจังหวัด รับรองเลยว่า คุณจะต้อง หลงรัก “อุทัยธานี & ชัยนาท” เหมือนเราอย่างแน่นอน…

ฝากกด Share ด้วยนะครับ
Top